เรื่องสมาธิสั้นนี้ แม่แปะเอาไว้เผื่อคนอื่นๆ ที่อยากรู้ นะคะ
รวบรวมมาหลายๆ ที่ให้อยู่ หน้าเดียว เอาไว้อ่านเอาเรื่องเองด้วย
...
สมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือ ADHD
เด็กจะไม่สามารถนั่งวางแผนหรือทำงานให้สำเร็จลุล่วง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม
ไม่สามารถทำงานที่ใช้ทักษะ โรคนี้พบมากในเด็กประมาณร้อยละ 3-5
พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 2-3 เท่า
อาการนี้สามารถดำเนินจนถึงวัยรุ่นทำให้เกิดความเครียด
อาการของเด็กสมาธิสั้น
การวินิจฉัยโรคนี้ไม่ง่ายเหมือนกระดูกหัก หรือปอดบวม เพราะโรคพวกนี้สามารถเห็นด้วยตาหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แต่การวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นจะอาศัยพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
- การขาดสมาธิ Inattention โดยสังเกตพบว่า
- เด็กจะสนใจงานหรือของเล่นเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นหลังจากนั้นก็จะเบื่อ
- ไม่มีความพยายามที่จะทำงานที่ต้องใช้ทักษะ
- มีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- ไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ
- ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือเวลาเล่น
- ไม่สามารถตั้งใจฟัง และเก็บรายละเอียดไม่ได้
- ขี้ลืมบ่อย
- วอกแวกง่าย
- Hyperactivity เด็กจะไม่อยู่นิ่งและควบคุมตัวเองไม่ได้
- เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
- เล่นไปรอบห้อง
- พูดคุยตลอด พูดไม่หยุด
- เมื่อนั่งอยู่ที่เก้าอี้ก็ไม่สามารถนั่งนิ่งโยกไปโยกมา
- แตะสิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา
- เคาะโต๊ะส่งเสียงดัง
- รอคอยไม่เป็น
- ชอบขัดจังหวะเวลาที่ผู้อื่นพูดคุยกัน
- บางคนอาจจะทำหลายๆอย่างพร้อมกัน
- Impulsivity เด็กจะหุนหัน เด็กจะทำหรือตอบสนองต่อสิ่งเร้าโดยที่ไม่ได้คิด เด็กอาจจะพูดโต้ตอบโดยที่ไม่คิด ข้ามถนนโดยที่ไม่ดูรถ เด็กจะไม่สามารถรอยคอยสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ เด็กอาจจะแย่งของเล่นจากเด็กคนอื่น เมื่อไม่พอใจเด็กอาจจะทำลายของเล่นนั้น
ซึ่งลักษณะอาการสำคัญทั้ง 3 ของกลุ่มเด็กสมาธิสั้นข้างต้น
เด็กอาจมีลักษณะครบทั่ง 3 กลุ่มได้ หรือ โดยอาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง
ที่เด่นหรืออาจมีลักษณะเด่นร่วมกัน1-2 อาการเลยก็ได้
สรุปลักษณะที่สำคัญของเด็กสมาธิสั้นคือ วอกแวกง่าย
ทำงานไม่ค่อยเสร็จ ซนไม่อยู่นิ่ง หุนหันพลันแล่น
ดังนั้นการวินิจฉัยจึงมักต้องเปรียบเทียบกับเด็กธรรมดาทั่วๆไป
ที่สำคัญคือมักทำงานใดๆไม่ค่อยสำเร็จและชอบรบกวนเด็กอื่นๆ
มากกว่าปกติทั่วๆไปแม้แต่การเล่นก็เล่นก็มักเล่นไม่จบ
เช่นการเล่นต่อตัวต่อเลโก้ โดยเด็กทั่วไปในวัย 7-8 ขวบ
น่าจะนั่งเล่นตัวต่อเลโก้จนได้เป็นรูปเป็นร่างได้
แต่ในเด็กกลุ่มสมาธิสั้นอาจทำไม่สำเร็จ
เรามักจะใช้เกณฑ์ของกลุ่มเด็กปกติทั่วไปเป็นเกณฑ์
ในการช่วยเปรียบเทียบตัดสิน เช่นเด็กวัยประมาณ7 ขวบ
จะสามารถนั่งเล่นอยู่กับที่ได้นานประมาณ 15-30 นาที
แต่ถ้าเด็กที่นั่งเล่นอยู่กับที่ไม่ได้ก็ให้ฉุกคิดไว้ก่อน เป็นต้น
สาเหตุที่ชัดเจนของ โรคสมาธิสั้น
ยังไม่สามารถสรุปลงไปได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีงานวิจัยในระยะ 10 ปี
ที่ผ่านมาชี้ว่า สาเหตุมาจากความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง
เช่น dopamine, norepinephrine, serotonin ฯลฯ
นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว ซึ่งอยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex) จากการศึกษาส่วนใหญ่ยังพบว่า มีปัจจัยอื่น ๆ อีกเช่น พันธุกรรม ซึ่งเชื่อว่าโรคนี้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยพบว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเด็กอื่น ๆ ถึง 4 เท่า เด็กผู้ชายเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิง 3 ถึง 7 เท่า แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่าลูกคนไหนมีอัตราเสี่ยงมากพอที่จะเป็นโรค
นอกจากนี้การที่สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ พ่อ-แม่ เสพสารเสพติด ติดเหล้า บุหรี่ หรือมีปัญหาภูมิแพ้ในครอบครัว ก็เชื่อได้ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดความพิการหรือบกพร่องในด้านต่างๆ ในเด็กได้
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะศึกษาค้นคว้าว่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรคนี้อยู่ที่ความผิดปกติของยีนตัวใด และถ่ายทอดโรคแบบไหน และถ้าได้คำตอบนี้จะส่งผลทำให้เราเข้าใจการกระจายของโรค และจะเป็นจุดหักเหในการรักษาโรคนี้ไปอีกมากมาย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงระลึกไว้เสมอก็คือ สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิด หรือความบกพร่องของพ่อแม่ หรือการเลี้ยงดูเด็กที่ผิดวิธี ถึงแม้ว่าการเลี้ยงดูบางลักษณะ(เช่นการขาดระเบียบวินัยในบ้าน) อาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
โรคอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น
การที่จะวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรค ADHD จะต้องระวังเพราะหากว่าเป็นโรคนี้แล้วจะต้องให้การรักษาเป็นระยะเวลานานดังนั้นจะต้องแยกโรคที่มีลักษณะใกล้เคียงดังตัวอย่างเช่น เด็กปกติมาตลอดแต่เมื่อพ่อแม่เสียชีวิต เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เด็กที่หูชั้นกลางอักเสบจะมีปัญหาการสื่อสารกันทำให้เด็กมีปัญหาความสัมพันธ์ โรคที่มีลักษณะคล้ายกันเช่น
- ความบกพร่องในการเรียนรู้ learning disability
- โรคลมชัก
- มีปัญหาการได้ยิน
- เด็กเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
ผู้ป่วยโรคสมาธิสั้นมักจะพบร่วมกับโรคอะไรบ้าง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักมีปัญหาทางพฤติกรรม การเรียนรู้ และการเข้าสังคมดังนั้นเด็กบางคนอาจจะมีปัญหาที่พบร่วมกันโรคต่างที่อาจจะพบร่วมกันได้แก่
- มีความบกพร่องในการเรียนรู้
- Tourette's syndrome ผู้ป่วยจะมีการกระตุกของหน้า ร่วมกับการกระพริบตาถี่ๆ
- มีภาวะต้านสังคม เริ่มแรกอาจจะมีการดื้อคำสั่ง ทำร้ายเพื่อเมื่อไม่พอใจ หรืออาจจะทำร้ายตัวเอง หากไม่แก้ไขก็อาจจะกลายเป็นภาวะต่อต้านสังคม อาจจะชอบขโมย จุดไฟเผา ทำลายทรัพย์สิน
- มีความวิตกกังวลหรือซึมเศร้า
อาการหรือโรคที่คล้ายกับเด็กสมาธิสั้น (ADHD)
โรคบางโรคหรือภาวะบางภาวะ มีลักษณะอาการคล้ายกับเด็กสมาธิสั้น หรือ บางครั้งอาจมีอาการร่วมกัน ได้แก่
1. ความผิดปกติทางพัฒนาการ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นต้น
2. โรคทางกาย เช่น ความผิดปกติทางสมอง ความบกพร่องทางประสาท สัมผัส โดยเฉพาะหู บกพร่องทางการพูด โรคลมชัก เป็นต้น
3. ปัญหาทางจิตเวช เช่น ความผิดปกติในการปรับตัว โรคประสาท วิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคจิต ติดยาเสพย์ติด เป็นต้น
4. ปัญหาทางครอบครัวและสิ่งแวดล้อม เช่น ครอบครัวแตกแยก การเลี้ยงดูบกพร่อง ขาดวินัย หรือ มีภาวะตึงเครียดในครอบครัวที่เกิดจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การตกงาน ความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น
5. การมีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่งตามวัยของเด็ก
6. อาการทีเกิดจากการใช้ยาบางประเภท ที่มีผลต่อการทำงานของสมอง และระบบประสาท
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคนี้มีความลำบากเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป โดยที่พ่อแม่หรือคนใกล้ไม่ทันสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นการเกิดโรคก็สามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 3-7 ขวบ ดังนั้นโรคนี้มักจะวินิจฉัยโดยคุณครูเนื่องจากเด็กที่เป็นโรคจะแตกต่างจากเด็กอื่นค่อนข้างมาก
ขั้นตอนการวินิจฉัย
เมื่อแพทย์ได้รับการปรึกษาจากผู้ปกครองแพทย์จะเริ่มการตรวจวินิจฉัยโรคโดยมีขั้นตอนดังนี้
- วินิจฉัยเพื่อแยกโรคอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง
- ตรวจดูสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและโรงเรียนว่ามีปัญหาความเครียดให้เด็กหรือไม่ พ่อแม่และครูแก้ปัญหาอย่างไร
- ตรวจดูอารมณ์ของเด็ก
- ตรวจโรคลมชัก
- ตรวจเรื่องการได้ยินและการมองเห็น
- ตรวจเรื่องภูมิแพ้และอาหารที่มี caffiene หากเด็กได้รับมากเกินไปอาจจะทำให้เด็กเกิดซุกซน
- แพทย์จะประเมินพฤติกรรมของเด็กว่าเข้าได้กับอาการของโรคสมาธิสั้นหรือไม่ นอกจากนั้นแพทย์อาจจะต้องเฝ้าดูพฤติกรรมของเด็กที่โรงเรียนและที่บ้าน
- แพทย์จะให้ครูทั้งอดีตและปัจจุบันประเมินพฤติกรรมของเด็ก
- มีการทดสอบความสามารถในการปรับตัว สุขภาพจิต IQ ของเด็ก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินพฤติกรรมของเด็กในสิ่งแวดล้อมต่างกัน เช่นการอ่านหนังสือ ระหว่างคิดเลข ระหว่างการเล่นเกมส์
การรักษา
ยาที่ใช้รักษาเด็กสมาธิสั้นที่ได้แก่ methylphenidate , dextroamphetamine , pemoline ยากลุ่มนี้จะช่วยลดความไม่อยู่นิ่งของเด็กและช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียนและทำงาน การคัดรายมือและการกีฬา แต่ต้องระลึกไว้เสมอว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่ยารักษาโรค ยานี้เป็นเพียงควบคุมอาการของโรค เชื่อว่าการใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการใช้ พฤติกรรมบำบัด การดูแลด้านจิตใจ และการประคับประคองอย่างอื่นจะช่วยทำให้เด็กดีขึ้น
ข้อที่ต้องระวังของการใช้ยาเหล่านี้ เนื่องจากยาเหล่านี้หากใช้ไม่ถูกต้องอาจจะเป็นเสพติด ดังนั้นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ในเด็กมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องติดยา และเมื่อการรักษาได้ผลต้องให้กำลังใจเด็กว่ากว่าการชื่นชมว่าเป็นผลของยาเพราะจะทำให้เด็กต้องพึ่งยา
พ่อแม่ต้องเรียนรู้วิธีการดูแลเด็ก
ดังที่กล่าวข้างต้น เด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนในสังคม เด็กจะทรมานกับการทำการบ้านแต่แล้วก็ลืมเอาไปส่งครู เด็กจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมชั้น พี่น้อง ส่วนพ่อแม่ที่ไม่เข้าใจเด็กก็จะไม่สนใจเนื่องจากเด็กจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่จะไม่สามารถควบคุมเด็ก เด็กจะไม่มีระเบียบวินัย ต่อมาพ่อแม่ก็จะใช้วิธีดุ ตีแม้ว่าจะทราบว่าเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร พฤติกรรมการดุด่าและการลงโทษจะทำให้อาการของเด็กแย่ลง เด็กจะดื้อมากขึ้น ต่อต้าน ก้าวร้าว วิธีการที่ดีกว่าคือ การให้คำชมหรือรางวาลเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัดสิทธิอื่นๆ
ทั้งพ่อแม่และเด็กจะต้องปรึกษานักจิตเพื่อช่วยกันประคับประคองความรู้สึก พฤติกรรมให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อและแม่ต้องพูดคุยกับแพทย์เพื่อที่จะได้ช่วยให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัด ที่ตัวเด็ก และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง
ผู้ใหญ่ก็เป็นโรคสมาธิสั้น
โรคสมาธิสั้นไม่ใช่โรคที่เกิดกับเด็กเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าผุ้ใหญ่หลายๆคนก็มีปัญหานี้ทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ลักษณะต่อไปนี้จะช่วยบ่งชี้ว่าท่านอาจจะเป็นโรคสมาธิสั้น และต้องได้รับการรักษา
- มีประวัติบ่งชี้เป็นโรคสมาธิสั้นในเด็ก
- ใจร้อน โมโหง่าย
- อารมณ์ขึ้นลงเร็ว
- หุนหัน พลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ
- สามารถทนกับความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
- ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน
- รอคอยอะไรนานๆไม่ได้
- มักจะทำงานหลายชิ้นในเวลาเดียวกัน และไม่สำเร็จสักชิ้น
- นั่งนิ่งๆอยู่ได้ไม่นาน
- เบื่อง่าย ต้องการสิ่งเร้าใจอยู่เสมอ
- ไม่มีระเบียบ
- เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงาน
- ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญอยู่เสมอ
- มีปัญหากับคนรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน
แต่ จากคำถามหลายคน และท่าทางเปนห่วงเปนใยของเด็กวัยนี้(ไม่เกิน ๗ ขวบ)
การเขียนสลับข้าง อย่าง D หันหน้าไปอีกทาง อะไรแบบนี้เปนเรื่องไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใดนะคะ เรื่องสามัญมากๆ เพราะหนูยังเล็กนัก แต่ถ้าหากว่าหนูเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว ยังมีอาการร่วม คือส่วนมากพอเปนโรคนี้แล้ว จะเพิ่มมาอีกโรค คือ LD นี่แหละค่ะ ส่วนมากจะพบในเด็กโตแล้วเท่านั้นนะคะ คือเรียนระดับประถมไปแล้วค่ะ (แม่ๆยังไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ แต่จะเอามาเล่าให้ฟังนิด ๆ พอเครียดไปได้อีกหน่อย - ฮา)
เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน (Learing Disabilties : LD)
เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน หรือเด็กด้อยความสามารถในการเรียนคือใคร
เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน หรือเด็กด้อยความสามารถในการเรียน คือ เด็กที่มีความยากลำบากในการพัฒนา การฝึก การใช้ทักษะ การฟัง การพูด การคิดเลข และการใช้เหตุผล ความบกพร่องเหล่านี้อาจเกิดจากระบบภายในร่างกายของเด็กเอง เช่น ความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลางจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านพัฒนาการด้านอารมณ์ ด้านสติปัญญา อนึ่ง ระบบการสอนที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เหมาะสม หรือความแตกต่างทางวัฒนธรรม อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ เกิดความบกพร่องด้านการเรียนของเด็กได้เช่นกัน
สาเหตุของความบกพร่องด้านการเรียน
ทางการแพทย์เชื่อว่า เด็กที่มีความบกพร่องในกระบวนการจัดการข้อมูลของสมอง เช่น ตัวรับข้อมูล ส่งผลให้เกิดความบกพร่องของการรับรู้ทางด้านการมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว การสัมผัสบริเวณผิวหนัง หรือการรับรู้ของเอ็นและข้อ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมและอาการที่ผิดปกติ ได้แก่ เด็กมองภาพกลับกัน มีความยาก ลำบากในการจำภาพ ไม่สามารถแยกแยะลักษณะที่คล้ายกันของตัวอักษรได้ เช่น ก-ภ-ถ หรือ ม-น หรือตัวเลข 6-9 เป็นต้น
ต่อมา การนำข้อมูลจากตัวรับข้อมูลส่งไปที่สมองข้อมูลที่ถูกส่งมาจะมีการผสมผสานกันของข้อมูล และสมองจะทำการจัดลำดับข้อมูล เป็นหมวดหมู่ เมื่อตัวรับข้อมูลบกพร่องส่งผลให้เด็กมีปัญหาด้านการ ประติดประต่อข้อมูล ทำให้เด็กไม่สามารถเล่าเรื่องได้ดี หรือไม่สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ และในที่สุดเด็กจะไม่สามารถสรุปความคิดรวบยอด เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ได้ ทำให้เด็กอ่านหนังสือไม่ได้เขียนไม่ได้
ยังพบว่าเด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนส่วนมากจะมีความจำระยะสั้นไม่ดี เพราะไม่สามารถเก็บข้อมูลไว้เพื่อนำมาใช้ภายหลัง จึงส่งผลเสียต่อไปยังความจำระยะยาว นอกจากนี้ เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน ยังมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว ทำให้หกล้มบ่อย ปัญหาด้าน การควบคุมการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น การเขียน และการทำงานประสานกันของมือทั้งสองข้าง
ดังนั้น พอสรุปได้ว่า เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ความบกพร่องด้านการอ่าน ด้านการเขียน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านความสามารถเฉพาะ จึงส่งผลให้เด็กเรียนไม่ทันเพื่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในเด็กแต่ละรายด้วย
การลดสิ่งเร้าและเพิ่มสมาธิให้กับเด็กสมาธิสั้น
การทำการบ้าน
-ควรมีสถานที่เงียบๆ ไม่มีใครรบกวน ไม่มีเสียงวิทยุโทรทัศน์ เครื่องตกแต่งห้องควรมีเท่าที่จำเป็น โต๊ะทำงานไม่ควรมีสิ่งของเกะกะ ซึ่งจะทำให้เด็กวอกแวกได้
-ต้องให้เด็กกินขนม ดื่มน้ำ เข้าห้องน้ำ หรือทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน เมื่อเริ่มนั่งทำงานแล้ว ห้ามลุกจากที่นั่งจนกว่าจะทำงานเสร็จหรือครบเวลาที่ตั้งไว้ การมีนาฬิกาตั้งไว้ด้วย จะช่วยลดความกระสับกระส่าย ทำให้มีกำลังใจทำงานตามระยะเวลาที่กำหนดให้
-ในกรณีที่เด็กมีการบ้านมากๆ การเห็นโจทย์การบ้านมากๆ ในคราวเดียวอาจทำให้รู้สึกไม่มีกำลังใจและไม่อยากทำ ควรจะแบ่งการบ้านออกเป็นหลายๆ ส่วน ค่อยๆ ทยอยให้เด็กทำทีละส่วน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงชมเชยและทยอยทำส่วนที่เหลือ ซึ่งอาจมีจำนวนข้อมากกว่าครั้งแรก โดยให้มีช่วงพักเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ขณะที่เด็กทำการบ้าน พ่อแม่ควรนั่งอยู่ด้วย เพื่อดึงสมาธิให้จดจ่อกับงานและคอยเป็นกำลังใจ
การดูโทรทัศน์
-ไม่ควรดูโทรทัศน์มากเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้ยิ่งขาดสมาธิ นอกจากนี้เด็กอาจจะเลียนแบบความก้าวร้าวรุนแรงจากโทรทัศน์ได้ ควรเลือกรายการดีๆ เช่น สารคดี หรือรายการเกี่ยวกับธรรมชาติ
การพักผ่อนหรือการไปเที่ยว
-ควรหลีกเลี่ยงการไปเที่ยวในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือมีสิ่งเร้ามากเกินไป เพราะจะกระตุ้นให้ซน อยู่ไม่นิ่ง และควบคุมได้ยาก
-การพักผ่อนตามสวนสาธารณะที่ไม่พลุกพล่าน เป็นวิธีพักผ่อนหย่อนใจที่ดี เพราะนอกจากจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว สมาชิกในครอบครัวยังได้ใช้เวลาร่วมกันอีกด้วย
การออกกำลังกาย
เด็กสมาธิสั้นมักเป็นเด็กที่มีพลังงานมากมาย การออกกำลังกายจนเหนื่อยจะช่วยให้สมาธิดีขึ้น วุ่นวายน้อยลง และยังสร้างวินัยให้เด็กด้วย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในเวลาที่แน่นอน เช่น วิ่งรอบสนามวันละ 10 รอบ ทุกวัน เวลา 6 โมงเย็น เด็กจะคอยจดจ่ออยู่กับการนับรอบเพื่อให้ครบตามเป้าหมาย เป็นการช่วยเพิ่มสมาธิอีกวิธีหนึ่ง
การออกกำลังกายอาจเป็นวิธีใดๆ ก็ได้ ที่มีกฎกติกาไม่มากนัก เช่น กระโดดเชือก ว่ายน้ำ แบดมินตัน ควรใช้เวลาอย่างน้อยวันละ 20 นาที การที่เด็กได้เล่นกีฬากับเพื่อน ยังเป็นการฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมด้วย
การฝึกเด็กสมาธิสั้นให้ควบคุมตนเอง
- ควรรักษาระเบียบวินัยภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนๆ กัน พ่อแม่ไม่ควรใช้อารมณ์ของตนเองเป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะได้รับอนุญาตให้ทำสิ่งใดหรือไม่
- เมื่อจำเป็นต้องใช้คำสั่ง ต้องเป็นคำสั่งที่ง่าย สั้น และสั่งเมื่อเด็กมีสมาธิในการรับฟัง อาจให้เด็กทวนคำสั่งให้ฟังก่อนทำ เมื่อสั่งแล้วต้องให้ทำทันทีเพราะเด็กมักลืมง่าย เมื่อเด็กทำเสร็จแล้วจึงออกคำสั่งเพิ่ม ในเด็กโตอาจใช้วิธีจดคำสั่งเป็นข้อๆ ให้ชัดเจน เมื่อเด็กสามารถทำตามคำสั่งได้ดี พ่อแม่ควรชมเชยหรือให้รางวัล อาจเป็นการกอดหรือหอมแก้ม หากเด็กทำผิดพลาดหรือทำไม่สำเร็จ ก็ควรปลอบโยน ให้กำลังใจและให้โอกาสลองใหม่
- เมื่อลูกทำผิดต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องตีเสมอไป การตีอาจไม่ได้ผลดีเพราะเด็กมักลืมง่าย จำไม่ได้ว่าถูกตีเรื่องอะไร และมักทำผิดซ้ำ การลงโทษควรทำทันทีที่เด็กทำผิด อาจเตือนก่อนสักครั้งสองครั้ง หากไม่เชื่อฟังจึงลงโทษตามที่ตกลงกันไว้ แต่อย่าขู่ว่าจะลงโทษด้วยวิธีที่คุณเองไม่สามารถทำได้ และไม่ควรลงโทษด้วยวิธีรุนแรง เพราะถ้าเด็กกลัวจะยิ่งลนลาน และควบคุมตนเองได้ยากขึ้น
- เด็กสมาธิสั้นมักมีอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่ายกว่าเด็กทั่วไป ไม่ควรคาดหวังว่าเด็กจะควบคุมอารมณ์ได้ทั้งหมด บางครั้งเด็กอาจอารมณ์เสีย เดินกระแทกเท้าปิดประตูดัง พ่อแม่ควรให้โอกาสเด็กได้มีช่องทางระบายอารมณ์บ้าง ดีกว่าจะไปมีปัญหาชกต่อยใช้กำลัง และเมื่อลูกอารมณ์ดีขึ้นแล้ว จึงหาโอกาสพูดคุยทำความเข้าใจ
- เด็กสมาธิสั้นมักหลงลืมง่าย อาจใช้วิธีเขียนตารางกิจวัตรประจำวันติดไว้ที่ผนังหรือตู้เย็น เพื่อเตือนความจำ ลดปัญหาความขัดแย้งจากการออกคำสั่งบ่อยๆ และให้เด็กรู้จักจัดลำดับขั้นตอนในการทำงาน
การสร้างความมั่นใจในตัวเองสำหรับเด็กสมาธิสั้น
บางครั้งสังคมแวดล้อมตัวเด็กอาจจะแสดงความเบื่อหน่ายรำคาญหรือไม่สนใจ ไม่อยากให้เข้าใกล้ ทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครต้องการ ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ และขาดความมั่นใจในตนเอง คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้เด็กได้ ด้วยการชื่นชมและให้กำลังใจเด็ก
การกอดรัดสัมผัสจากพ่อแม่จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เด็กจะภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเองมากขึ้น เมื่อพ่อแม่บอกว่าความประพฤติที่เขาพยายามปรับปรุงนั้นดีขึ้นมากน้อยเพียงใด มีอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง พ่อแม่จึงควรนั่งคุยกับลูกเป็นระยะๆ ว่าคุณมองเห็นลูกพัฒนาไปอย่างไรบ้าง โดยเริ่มต้นพูดถึงสิ่งที่ดีขึ้นด้วยการชมเชย แล้วตามด้วยสิ่งที่เด็กควรพัฒนาต่อไป การชมเชยลูกก่อนจะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ และไม่รู้สึกว่าถูกพ่อแม่จับผิด นอกจากนี้ควรให้รางวัลตามควรแก่โอกาส อาจเป็นสิ่งของหรือการพาไปเที่ยวนอกบ้านก็ได้
สภาพอารมณ์ของพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู
การดูแลเด็กสมาธิสั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุต่างๆ ได้มากกว่าเด็กทั่วไป การดูแลดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นพ่อแม่จะต้องระมัดระวังอารมณ์ของคุณด้วย อย่าปล่อยให้ตนเองล้าเกินไป พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ แบ่งการดูแลระหว่างพ่อแม่ให้เหมาะสม พยายามปรึกษาหารือและให้กำลังใจกันและกัน ถ้าจำเป็นก็อาจจะหาพี่เลี้ยงหรือญาติมาช่วยแบ่งเบา แต่ต้องไม่ลืมแนะนำพี่เลี้ยงถึงวิธีการดูแลเด็ก และให้พี่เลี้ยงได้มีโอกาสพักผ่อนบ้างเช่นกัน
ความต้องการพิเศษของเด็กสมาธิสั้น
1. ด้านการศึกษา
สิ่งที่สำคัญคือ ครูจะต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กสมาธิสั้น และยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ต้องจัดบรรยากาศการสอน ใช้เทคนิคการสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสภาพการเรียนรู้ของเด็กสมาธิสั้น เช่น
1.1 เขียนคำสั่งชัดเจนสั้น ๆ ไว้บนกระดานดำ และอ่านให้เด็กฟัง
1.2 แบ่งคำสั่งเป็นลำดับขั้นตอนย่อย ๆ และ บอกวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้เด็กทำอะไรอย่างชัดเจน
1.3 จัดให้เด็กสมาธิสั้นนั่งกับเพื่อนที่มีศักยภาพ และ ความเข้าใจการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น และ ใช้วิธีเพื่อนช่วยเพื่อน
1.4 ให้เวลาเพิ่มขึ้นในการทดสอบ และ การทำงานเกี่ยวกับการเรียน
1.5 เตือนเด็กให้ส่งการบ้านทุกวัน
1.6 จัดสถานการณ์ในชั้นเรียนให้เหมาะสมกับสภาพการเรียนรู้ของเด็ก
1.7 เปิดโอกาสให้เด็กใช้แถบบันทึกเสียงคำอธิบายของครู
1.8 เวลาครูพูดหรืออธิบายต้องแน่ใจว่าเด็กสมาธิสั้นตั้งใจฟัง
1.9 ใช้การเตือนเป็นระยะ ๆ เป็นการส่วนตัวกับเด็ก
1.10 จัดแฟ้มแยกเป็นรายวิชาแล้วให้เด็กจัดเก็บงานที่ครูมอบหมาย
1.11 ลดการบ้านน้อยลงกว่าปกติ
1.12 ให้รางวัลพฤติกรรมที่พึงประสงค์
1.13 ไม่ควรเขียนเครื่องหมายผิดในสมุดทำงานของเด็กเพราะเป็นการไม่เสริมแรง เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้เว้นไว้ ให้ครูสาธิตวิธีทำให้เด็กดูเป็นขั้นตอนจนเด็กเกิดความเข้าใจ
1.14 อย่าลงโทษเด็กหากมีปัญหาเกี่ยวกับความสะเพร่าเลินเล่อ ขาดความเป็นระเบียบหรือขาดความสนใจ
2.ด้านจิตวิทยา และ พฤติกรรม
2.1 การปรับพฤติกรรม เป็นการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และเพิ่มพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยใช้เทคนิควิธีการต่าง ๆ ในการปรับพฤติกรรมต้องร่วมมือกันทั้ง ผู้ปกครอง ครู และ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ แพทย์ เป็นต้น
2.2 การฝึกทักษะทางสังคม เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็กในการเข้าสังคมและควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ เช่น ความก้าวร้าว การขาดความยับยั้งชั่งใจ เป็นต้น
3. การใช้ยา
จิตแพทย์เด็กจะเป็นผู้วินิจฉัยและการบำบัดด้วยยาในการรักษาให้เหมาะสมกับเด็กเพื่อช่วยควบคุม การทำงานของสมองให้สมดุล ช่วยเพิ่มสมาธิและควบคุมพฤติกรรมได้ดีขึ้น แต่อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นบ้าง ที่พบบ่อยที่สุด คือ การเบื่ออาหารและนอนไม่หลับ และที่อาจเกิดขึ้นได้แต่น้อยมากคือ ปวดศีรษะ ปวดท้อง มึนงง ง่วงนอนหรือมีอาการลุกลี้ลุกลนเพิ่มขึ้น
ในการใช้ยานั้นครูจะต้องช่วยดูแลการกินยาให้ถูกต้องและตรงเวลา และติดตามผลการใช้ยาของเด็กในระหว่างที่อยู่ในโรงเรียนด้วย เพื่อรายงานผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้แพทย์ใช้เป็นข้อมูลในการบำบัดรักษาต่อไป
การให้ความช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นนั้น ต้องร่มมือกันระหว่างพ่อแม่ ครู แพทย์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ฯลฯ ดังนั้นการให้ความรู้แก่พ่อแม่ และบุคคลใกล้ชิดกับเด็กสมาธิสั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะทำให้รู้ถึงเทคนิคในการฝึกฝนเพื่อเพิ่มทักษะแก่เด็ก การใช้ยาเพื่อปรับพฤติกรรมที่จะพัฒนาความสามารถของเด็ก และการให้ความช่วยเหลือด้านการเรียน
นอกจากนี้ครูควรจะต้องเก็บข้อมูลทางด้านประวัติการศึกษา การแสดงออกของเด็กที่โรงเรียน และพฤติกรรมต่าง ๆ ในห้องเรียน รวมทั้งผลการเรียนของเด็กเพื่อประโยชน์ในการประสานกับแพทย์ที่รักษาเด็กต่อไป
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็กสมาธิสั้น
เมื่อเด็กสมาธิสั้นเข้าโรงเรียน พฤติกรรมที่พ่อแม่มองว่าน่ารักน่าเด็นดูอาจเปลี่ยนแปลงไป จนเริ่มจะไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และคุณครู ดังนั้นคุณครูที่มีเด็กสมาธิสั้นอยู่ในห้องมักจะควบคุมเด็กเพิ่มขึ้น เพ่งเล็งเด็กมากขึ้น เพื่อน ๆ ในชั้นเรียนที่มีเด็กสมาธิสั้นเรียนอยู่ด้วยก็จะได้รับการว่ากล่าวมากกว่าห้องเรียนที่ไม่มีเด็กสมาธิสั้นเรียน
สิ่งที่คุณครูควรทราบอีกสิ่งหนึ่งคือ เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีระดับเชาว์ปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้อยรายจะมีปัญญาทึบร่วมด้วย บางรายอาจมีระดับเชาวน์ปัญญาดีเลิศ การที่เด็กสมาธิสั้นมิได้หมายความว่าเด็กจะเรียนไม่ได้ หรือมีปัญหาในการเรียนทุกรายไป เพียงแต่มีระยะเวลาติดตามการเรียนสั้นกว่าเด็กอื่น
ปัญหาด้านการเรียนที่พบในเด็กสมาธิสั้นบ่อยที่สุด คือ ความบกพร่องในความสามารถด้านการอ่านหนังสือ การเขียน หรือการคิดคำนวณถึงร้อยละ 10-30 จึงเรียนไม่ทันเพื่อน ทำให้มีปัญหาทางการเรียนรู้ ( Learningdisability ) จึงจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากเด็กปกติ
เด็กสมาธิสั้นต้องการพ่อแม่ และคุณครูที่เข้าใจ โดยเฉพาะคุณครูจะให้ความช่วยเหลือเด็กได้เป็นอย่างดี ส่งผลทำให้เด็ก
ได้พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
เทคนิคการสอนเด็กสมาธิสั้น
เด็กสมาธิสั้นควบคุมตนเองไม่ได้ จัดระเบียบให้ตนเองไม่ได้เหมือนกับเด็กทั่วไป ครูต้องช่วยจัดระเบียบการเรียนไม่ให้ซับซ้อนเพื่อให้เด็กสามารถ
ประสบความสำเร็จในการเรียน
กิจกรรมประจำวัน
กิจกรรมในแต่วันต้องมีลักษณะคงที่ มีตารางเรียนแน่นอน ครูต้องบอกล่วงหน้าและย้ำเตือนความจำทุกครั้งก่อนมีการเปลี่ยนแปลง
หาป้าย ข้อความ สัญลักษณ์ หรือช่วยเหลือความจำเด็กในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น ให้เด็กเขียนชื่อวันบนปกหนังสือหรือสมุด เพื่อให้จัดตารางเรียนได้สะดวก
การจัดห้องเรียน
เขียน ข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน ไม่วิ่งเล่นในห้องเรียน ส่งการบ้านที่นี่ เป็นต้น
ข้อตกลง ควรมีลักษณะเข้าใจง่าย เขียนสั้น ๆ เฉพาะที่สำคัญ แน่นอนไม่เปลี่ยนไปมา ทบทวนข้อตกลงบ่อย ๆ ลงโทษตามที่ตกลงกันไว้ ให้เจตคติทางบวก เป็นต้น
จัดหาที่วางของในห้องเรียนในตำแหน่งเดิม เพื่อให้เด็กจำง่ายว่าจะวางอะไรไว้ที่ใด วางให้เป็นที่เป็นทาง
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนรู้ขอบเขตความประพฤติของตนเอง
การจัดที่นั่ง
1.1 จัดให้นั่งข้างหน้า หรือ แถวกลาง
1.2 ไม่อยู่ใกล้ประตูหรือหน้าต่างที่มองเห็นข้างนอกห้องเรียน
1.3 จัดให้นั่งใกล้ครูเพื่อดูแลได้อย่างใกล้ชิด
1.4 ไม่ให้เพื่อที่ซุกซนชอบเล่นนั่งอยู่ใกล้ ๆ
การเตรียมการสอน
การเตรียมการสอนครูจะต้องเตรียมและดำเนินการ ดังนี้
1. งานที่ให้ทำต้องพอเหมาะกับความสนใจของเด็ก ก่อนสอนครูต้องสังเกตความสนใจ ช่วงความสนใจของเด็ก ครูต้องแบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 4 นาทีแล้วให้เด็กทำทีละขั้น เมื่อเสร็จแล้วจึงให้ทำขั้นต่อ ๆ ไปตามลำดับ
2. งานบางอย่างที่เกินความสามารถของเด็กสมาธิสั้น จะทำได้ครบทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ครูอาจให้เด็กทำขึ้นที่เด็กแน่ใจว่าทำได้ ให้เด็กมาให้ครูตรวจเมื่อถึงขั้นที่เด็กไม่แม่นยำ ก่อนที่จะทำต่อไป และเรียกเด็กมาทำตัวต่อตัวเมื่อถึงขั้นที่เด็กยังทำไม่ได้
การมอบหมาย
1. ครูควรใช้คำพูดให้น้อยลง พูดช้าๆ ชัดเจน กระชับ ครอบคลุม ไม่ใช้คำสั่งที่คลุมเครือ ไม่บ่น ตำหนิติเตียนจนเด็กแยกไม่ถูกว่าครูให้ทำอะไร
2. ให้เด็กสมาธิสั้นพูดทบทวนที่ครูสั่งหรืออธิบายก่อนลงมือทำ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่ครูพูด และครูเห็นปัญหาว่าเด็กไม่เข้าใจเรื่องใด และเป็นการฝึกให้เด็กพูดถ่ายทอดความคิดของตนเอง
การควบคุมขณะทำงาน
1. ให้เด็กทำงานเป็นขั้นตอน เช่น ทำทีละข้อ หรือทีละหน้า อย่าให้งานจนเด็กรู้สึกว่ามากเกินไป
2. การฝึกให้เด็กควบคุมตนเองเพื่อทำงาน ครูควรควบคุมการทำงานโดยบอกให้เด็กทำงานทีละขั้น เมื่อเด็กทำได้ดีแล้วครูค่อย ๆ ถอนตัวออก แต่ก็อย่าทิ้งไปเลย ควรตรวจการทำงานเป็นครั้งคราว
3. ฝึกเด็กให้ทำงานทีละอย่างให้สำเร็จ แล้วจึงเริ่มงานชิ้นใหม่ต่อไป
4. ให้เด็กทำงานตามเวลาที่กำหนดให้ เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้วถ้ายังไม่เสร็จครูต้องตรวจงานของเด็ก
ครูที่สอนเด็กสมาธิสั้น ควรมีสิ่งต่อไปนี้
1. มีความรู้เรื่องเด็กสมาธิสั้น
2. มีความต้องการที่จะรับรู้ลักษณะความต้องการพิเศษของเด็กสมาธิสั้น
3. มีเทคนิคการสอนเด็กสมาธิสั้น
4. มีความสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาว่าพฤติกรรมใดที่แสดงว่าเด็กทำไม่ได้ พฤติกรรมใดที่เกิดจากการต่อต้าน
5. เลือกวิธีใช้ในการแก้ปัญหาของเด็กและแรงจูงใจให้เด็กเรียน
6. มีความสนใจที่จะทำความเข้าใจเด็กมากกว่าสนใจผลการเรียนของเด็ก
7. ใช้การเสริมแรงทางบวก เช่น จับไหล่ เคาะสมุด เพื่อดึงความสนใจให้มาอยู่ที่แบบเรียนมากกว่าการเสริมแรงทางลบ เช่น เรียกชื่อ ดุ ด่า ว่าประจานในห้องให้อับอาย
8. มีเวลาที่จะเรียกเด็กมาพูดคุยชี้แนะนอกเวลาเรียน
9. พูดคุยกับผู้ปกครองอย่างน้อย 1 ครั้ง / สัปดาห์หรือจดหมายติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับเด็ก
10. ใช้คำพูดสั้น ๆ บอกแนวทางการทำงานและผลงานที่ครูต้องการ
11 มีความสามารถควบคุมห้องเรียนได้
12 ยอมให้เด็กเคลื่อนไหวในห้องเรียนได้บ้างก่อนทำงานที่มอบหมายเสร็จเรียบร้อย
13 มีข้อตกลงและระเบียบของห้องเรียน
14 เนื้อหาการเรียนขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็ก
15 วิชาเรียนที่เด็กสนใจควรจัดให้สลับกับวิชาเรียนที่เด็กไม่สนใจ
หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้น
1. คลินิกส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตึกอธิการบดี ชั้น 3 สุขุมวิท 23 พระโขนง กรุงเทพฯ 10110
2. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์เด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราชมหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาจิตเวชศาสตร์เด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ
3. โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ จังหวัดสมุทรปราการ
4. หน่วยจิตเวชศาสตร์เด็กของโรงพยาบาลของรัฐต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลเด็ก กรุงเทพฯ เป็นต้น
50 วิธีเอาชนะโรคเด็กสมาธิสั้น
จาก จิตเวช รามาธิบดี
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราโมทย์ สุคนิชย์
add ย่อมาจากคำว่า attention deficit disorder หมายถึงโรคสมาธิสั้น
ครูอาจารย์รู้หลายอย่างที่แพทย์ไม่รู้ นั่นก็คือ อาการของ ADD ปรากฏ ได้หลายแบบมาก ซ้ำยังเกิด ร่วมกับ ความผิดปกติอื่นๆ อีก เช่น learning disabilities หรือปัญหา ทางอารมณ์ ราวกับว่า ปัญหาของ ADD เปลี่ยนตาม สภาพอากาศ ไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ แม้วิธีการรักษา ADD จะมี ปรากฏ ในหนังสือ มากมาย แต่ก็ยังคง เป็นงานยาก และหนัก กับผู้ปฏิบัติเสมอ
ไม่มีทางออกง่ายๆ สำหรับ การแก้ปัญหา ของ ADD ในห้องเรียน หรือที่บ้าน ความสำเร็จ ของการรักษา ในโรงเรียน ขึ้นอยู่กับ ความรู้ และความหนักแน่น สม่ำเสมอ ของครู และโรงเรียน เป็นอย่างมาก
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดบางประการในการช่วยเด็ก ADD ในโรงเรียน โดยมุ่งให้ครูอาจารย์ช่วยเด็กได้ ในทุกวัย แต่ครูอาจเห็นว่า บางข้อเหมาะสำหรับเด็กบางวัยมากกว่า อย่างไรก็ตาม หลักการเรื่อง การมีกรอบ, การให้ความรู้ และการชักจูงสนับสนุน ยังคงเป็น แนวคิดหลักเสมอ
1) ข้อแรกคือ ท่านต้องมั่นใจว่าท่านกำลังช่วยเด็ก ADD มิใช่เป็นปัญหาของการได้ยิน การมองเห็น
2) หาผู้สนับสนุนท่านคือโรงเรียนและผู้ปกครอง การมีเด็ก ADD อยู่ในชั้น 2-3 คนก็เป็นเรื่องเหนื่อย มากอยู่แล้ว หาผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาได้ เช่น นักการศึกษาพิเศษ จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยาประจำ โรงเรียน หรือกุมารแพทย์ หาความร่วมมือจากผู้ปกครอง และหาเพื่อนครูมาช่วย
3) จงรู้จักข้อจำกัดของตนเอง อย่ากลัวที่จะขอความร่วมมือ ครูคงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ADD
4) ถามเด็กว่าจะให้ช่วยอย่างไร เด็กเหล่านี้มักบอกได้ว่า อยากให้ท่านช่วยอย่างไรเมื่อถูกถาม อย่า อายที่จะถามเด็ก พยายามหาเวลาคุยกับเด็กตามลำพังและถามเขา คนที่ตอบได้ดีที่สุดเสมอคือตัว เด็กเอง ซึ่งเรามักละเลยมองข้ามไม่ถามจากเขา ในเด็กโตควรช่วยให้เด็กเข้าใจด้วยว่า ADD คือ อะไร ซึ่งจะช่วยท่านได้มาก
5) ระลึกเสมอว่า การมีกรอบจะช่วยเด็ก ADD กรอบคือสิ่งรอบตัวที่ช่วยควบคุมตัวเขา เพราะเขาคุม ตน เองไม่ได้ การมีตารางเวลาหรือรายการสิ่งที่ต้องทำช่วยเด็ก ADD ที่หลงออกไปกลับเข้ากรอบได้ พวกเขาต้องการสิ่งเตือน ต้องการการแนะ ต้องการการย้ำ ต้องการคำสั่ง ต้องการคนให้ ขีดจำกัด และต้องการกรอบที่ชัดเจนแน่นอน
6) อย่าลืมการเรียนกับความรู้สึก เด็กเหล่านี้ต้องการห้องเรียนที่สนุก รู้สึกว่าเขาทำได้ ไม่ใช่ล้มเหลว ต้องการความตื่นเต้นมากกว่าความเบื่อหรือความกลัว ควรให้ความสนใจกับเรื่องความรู้สึกคู่ไป กับการเรียนเสมอ
7) ให้เด็กเขียนกฎ ข้อตกลง แล้วติดในที่ที่มองเห็นได้ เป็นการแสดงให้เขารู้ว่า เขาควรทำอะไรบ้าง
8) ย้ำคำสั่ง เขียน พูดคำสั่งหลายๆครั้ง คนที่เป็น ADD ต้องการให้คนพูดย้ำหลายๆครั้ง
9) พยายามสบตาเด็กบ่อยๆ ซึ่งจะเป็นวิธีดึงเด็กกลับมาจากความคิดวอกแวก ทั้งเป็นการให้ขั้นตอน เด็กว่าถามได้ หรือแสดงว่าท่านสนใจเขาอยู่
10) ให้เด็กนั่งใกล้โต๊ะ หรือที่ที่ท่านยืนอยู่มากที่สุด
11) ให้ขอบเขตและข้อจำกัด โดยวิธีละมุนละม่อม ไม่ใช่ลงโทษ ทำอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้ง ทันท่วงที และง่ายๆ ไม่ต้องเข้าไปถกเถียงกับเด็กมากมายเหมือนทนายทำในศาล การพูดยิ่งยาวยิ่งไม่ได้ผล
12) ทำตารางเวลาให้สม่ำเสมอที่สุดที่ทำได้ ติดตารางบนโต๊ะเด็กหรือกระดาน ชี้ให้เด็กเห็นบ่อยๆ ถ้า ท่านจะเปลี่ยนตาราง ควรเตือนให้เด็กทราบก่อนหลายครั้ง การเปลี่ยนโดยไม่บอกล่วงหน้าทำให้ เด็กปฏิบัติตัวยากจนเหมือนไม่ร่วมมือ
13) พยายามให้เด็กจัดตารางเวลา หลังเลิกเรียนของตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นมากของเด็ก ADD คือการผัดผ่อน
14) พยายามลดการทดสอบย่อยๆกับเด็กเหล่านี้ เพราะไม่สามารถวัดความรู้จากเด็ก ADD ด้วยวิธีนี้ ได้
15) ปล่อยให้เด็กมีอิสระบ้าง เช่นให้ออกนอกห้องเป็นครั้งคราว ดีกว่าจำกัดไว้ แล้วเด็กหนีหายไปเลย เขียนไว้เป็นกฎ แล้วให้เด็กหัดควบคุมตนเอง
16) ให้การบ้านที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ เด็ก ADD อาจทำไม่ได้มากเท่าคนอื่น ควรสอนวิธีคิดให้ เด็กในระยะเวลาเรียนเท่าเดิม แต่ไม่ให้งานมากจนเด็กทำไม่ได้
17) ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด และช่วยเตือนให้เด็กอยู่กับร่องกับรอย เขาจะรู้ว่าเขาควรทำอะไร และหากทำตามเป้าหมายได้ จะเป็นสิ่งที่ให้กำลังใจเด็กอย่างมาก
18) ย่อยงานใหญ่ๆให้เป็นงานย่อยๆ ถือเป็นหัวใจหลักในการที่ครูจะสอนลูกศิษย์ ADD ได้ เด็ก ADD เมื่อเผชิญกับงานใหญ่มากๆ จะท้อก่อนทำว่า “ฉันไม่มีทางทำได้” แต่หากย่อยงานใหญ่มากๆ จะ เป็นงานย่อยๆที่เขารู้สึกทำได้ จะช่วยให้เขามั่นใจขึ้น โดยทั่วไปเด็กมีความสามารถที่จะทำงานได้ มากกว่าที่เขาคิดเองอยู่แล้ว แต่การย่อยงานให้เขาทำ จะช่วยพิสูจน์สิ่งนี้แก่เขา ในเด็กเล็กวิธีช่วย ให้เด็กหงุดหงิดอาละวาดลดลงได้มาก แต่ในเด็กโต ความรู้สึกเป็นคนแพ้จะลดลง ท่านควรทำเช่นนี้เป็นประจำ
19) ทำตัวในรื่นเริง ง่ายๆมีอารมณ์ขัน หาสิ่งแปลกใหม่เรื่อยๆเพื่อทำให้เด็กกระตือรือร้น และคง ความสนใจ เด็กเหล่านี้มีชีวิตชีวา ชอบเล่น เกลียดสิ่งน่าเบื่อ รวมทั้งกฎเกณฑ์ ตาราง รายการ และครูที่น่าเบื่อ ควรแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าเบื่อ จงลองทำตัว สนุกๆเป็นครั้งคราว จะช่วยได้มาก
20) ป้องกันการเกิดสิ่งเร้าที่มากเกินไป เด็ก ADD เหมือนหม้อตั้งไฟมีโอกาสเดือดล้นได้ตลอดเวลา หากเห็นห้องไม่มีระเบียบ จัดการเสียตั้งแต่ต้น อย่ารอให้เป็นจลาจล
21) หาสิ่งสำเร็จเล็กๆน้อยๆ ในตัวเขาเสมอ เด็กเหล่านี้เคยพบแต่ความล้มเหลว และเขาต้องการคน ให้กำลังใจ แต่อย่าทำจนเกินไป เด็กต้องการและได้ประโยชน์จากคำชม การให้กำลังใจ เหมือน ให้น้ำกับคนกระหาย หากมีน้ำก็รอดและเติบโต หากขาดน้ำมีแต่จะแย่ลง บ่อยครั้งที่ความเสียหายจาก ADD เองไม่รุนแรงเท่าความเสียหายจากความไม่มีความมั่นใจในตนเอง ให้น้ำแต่พอดีแล้วเด็กจะสำเร็จ
22) เด็กเหล่านี้มักมีปัญหาความจำ ช่วยเด็กโดยแนะเคล็ดการช่วยจำ เช่น การย่อ ทำรหัส ผูกเป็น โคลง ทำสัญลักษณ์ หาเสียงคล้ายกัน จะช่วยเด็กได้มาก
23) สอนเด็กในการจำหัวข้อ ขีดเส้นใต้ ซึ่งเด็ก ADD มักไม่ทำ ถือเป็นการช่วยเตือนสติเด็กให้เรียนได้ ขณะกำลังเรียน อยู่จริง ซึ่งสำคัญที่สุกกว่าการให้ไปเรียนพิเศษเพิ่มทีหลัง
24) บอกเด็กก่อนว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรต่อไป บอกหัวข้อ แล้วค่อยตามด้วยเนื้อเรื่อง เด็ก ADD มัก เรียนจากการมองเห็นได้มากกว่าการฟัง ท่านอาจพูดไปเขียนไป เหมือนช่วยเติมกาวให้ความจำ
25) ใช้คำสั่งง่ายๆ ให้ทางเลือกง่ายๆ ให้ตารางง่ายๆ ยิ่งง่ายยิ่งเข้าใจได้ดี ใช้ภาษาให้น่าสนใจ เหมือน มีสีสัน จะช่วยดึงความสนใจ
26) เตือนให้เด็กรู้จักสังเกตตนเอง ซึ่งเด็กเหล่านี้มักไม่สามารถติดตามได้ว่าตนเองกำลังคิดหรือทำ อะไร การเตือนควรใช้คำถามที่สร้างสรร เช่น “เมื่อกี้ หนูเพิ่งทำอะไร” “ถ้าให้ลองพูดอีกครั้งหนู จะพูดใหม่ว่าอะไร” “ทำไมหนูถึงว่าเด็กคนนั้นหน้าเสียตอนหนูพูดอย่างนั้น” คำถามเหล่านี้จะ ช่วยให้เขาสังเกตตนเองเป็น
27) ทำสิ่งที่คาดหวังจากเด็กให้ชัดเจน
28) การให้สะสมคะแนนเอารางวัล เป็นส่วนช่วยในการควบคุมพฤติกรรม เด็ก ADD ตอบสนองดีกับ การให้การจูงใจและรางวัล เขาชอบการท้าทาย
29) ถ้าเด็กเข้าใจภาษากาย เช่น ท่าทาง, น้ำเสียง, หรือกาลเทศะ ได้จาก ควรช่วยเด็กให้เข้าสังคม ได้ง่ายขึ้น เช่น สอน “ก่อนที่หนูจะเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง ถามว่าเขาอยากเล่าอะไรก่อน” “มอง หน้าคนอื่นด้วยในเวลาพูด” เด็ก ADD มักถูกมองว่า หยิ่ง เห็นแก่ตัว ซึ่งที่จริงเขาไม่รู้วิธีเข้า สังคม ทักษะพวกนี้แม้ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แต่ก็สอนได้
30) สอนวิธีการทำข้อสอบให้เด็ก
31) ทำการเรียนให้เหมือนเล่นเกมส์ การสร้างแรงจูงใจช่วย ADD ได้มาก
32) แยกเด็ก ADD ออกจากกัน ไม่ให้เป็นคู่หรือกลุ่ม เพราะมักทำให้เด็กแย่ลง
33) ให้ความสนใจกับการมีส่วนร่วม เด็กเหล่านี้อยากเข้าร่วมและมีปฏิสัมพันธ์ ตราบใดที่เด็กอยู่ใน ภาวะที่มีส่วนร่วม เด็กจะอยากทำและไม่วอกแวก
34) มอบความรับผิดชอบให้เด็กทำเองเสมอเมื่อเป็นไปได้
35) ลองทำบันทึกจากบ้าน โรงเรียน บ้าน ทุกวัน เพื่อช่วยให้ครูและผู้ปกครองเข้าใจกัน และช่วยให้เด็กได้รับสิ่งที่ต้องการ
36) ลองทำรายงานประจำวัน
37) ช่วยเด็กให้ทำรายงาน และให้เด็กสังเกตตนเอง แล้วพบอาจารย์หลังเลิกเรียนทุกวัน
38) จัดเวลาพักสบายให้เด็กไว้ โดยให้เด็กทราบล่วงหน้าเพื่อเด็กจะได้เตรียมใจ การให้เวลาพักโดย เด็กไม่ได้คาด จะทำให้เด็กตื่นเต้นและถูกกระตุ้นมากเกินไป
39) พึงชมเชย ให้กำลังใจ ยอมรับ ทำให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าเสมอ
40) สำหรับเด็กโต ให้เด็กจดคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างฟังไว้ นอกเหนือจากจดสิ่งที่ครูพูดให้ฟัง จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น
41) ลายมือเด็กเหล่านี้ อาจไม่ดีนัก ให้เด็กหัดใช้แป้นพิมพ์ หรือตอบคำถามปากเปล่าบ้าง
42) ทำตัวเหมือนผู้ควบคุมวงดนตรี ทำให้ลูกวงสนใจก่อนเริ่มเล่น โดยอาจทำตัวเงียบ เคาะโต๊ะ แบ่ง เวลาให้แต่ละคนในห้อง โดยอาจชี้ให้เด็กช่วยตอบ
43) จัด “คู่หู” เพื่อนช่วยเรียน และให้เบอร์โทรศัพท์ ติดต่อไว้
44) ช่วยอธิบาย ทำให้การรักษาดูเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อลดความอายของเด็ก
45) พบผู้ปกครองบ่อยๆ ไม่ใช่พบแต่เมื่อเกิดปัญหา
46) ให้อ่านออกเสียงที่บ้าน และในห้องเรียนเท่าที่เป็นไปได้ อาจให้อ่านนิทาน จะช่วยให้เด็กมี ทักษะในการคงความสนใจอยู่กับเรื่องๆเดียวได้
47) พูดย้ำ ย้ำ และย้ำ
48) การออกกำลังกาย ช่วย ADD ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ การออกกำลังกายหนักๆ เพราะช่วย ทำลายพลังงานส่วนเกิน ช่วยให้มีสมาธิ และเป็นการกระตุ้นสารต่างๆในร่างกายซึ่งเป็น ประโยชน์และสนุก และเขาจะทำตลอดไป
49) สำหรับเด็กโต ช่วยเด็กเตรียมตัวเรียนสำหรับวันรุ่งขึ้น โดยคุยกับเด็กว่าเขาจะเตรียมตัวอย่างไร
50) มองหาส่วนดีที่ปรากฏขึ้นในเด็กเสมอ เด็กเหล่านี้มักฉลาดกว่าที่เราเห็น มีความสร้างสรรค์ ขี้เล่น และเป็นกันเอง เขาพยายามจะ “กลับ” มาสู้เสมอ เขาต้องการกำลังใจและดีใจที่มีคนช่วย จำไว้ ว่าต้องมีทำนองก่อนจะเขียนโน้ตประสานเสียงเสมอ
คำแนะนำสำหรับครูในการปฏิบัติต่อเด็กสมาธิสั้นที่โรงเรียน
เขียนโดย ฝ่ายข้อมูล คำแนะนำสำหรับครูในการปฏิบัติต่อเด็กสมาธิสั้นที่โรงเรียน
ขณะอยู่ในห้องเรียนเด็กมักสนใจเรียนไม่ได้นาน เหม่อลอย วอกแวก แหย่เพื่อน รบกวนคนอื่นๆ ไม่ตั้งใจเรียน ผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่เด็กบางคนฉลาดถูกตักเตือนลงโทษบ่อย ถูกยกว่าเป็นเด็กดื้อ คุณครูสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กดังนี้
การช่วยเรื่องปัญหาสมาธิสั้น
1. ตำแหน่งโต๊ะเรียนไม่ควรให้เด็กนั่งติดหน้าต่างหรือประตู เพราะเด็กจะวอกแวกเสียสมาธิง่าย ควรให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู เพื่อคุณครูจะได้สามารถเตือนเรียกสมาธิเด็กได้ และให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่เรียบร้อย ไม่ชอบเล่นไม่ชอบคุยระหว่างเรียน
2. เมื่อเห็นว่าเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้าง แต่ในทางสร้างสรรค์ เช่น ให้ไปล้างหน้า หรือมาช่วยคุณครูลบกระดาน หรือ ช่วยแจกสมุด เป็นต้น จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลง และเรียนได้นานขึ้น
3. ในกรณีที่เด็กสมาธิสั้นมาก สามารถใช้วิธีลดระยะเวลาการทำงานให้สั้นลง แต่ทำบ่อยกว่าคนอื่น โดยเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายครั้ง
4. การสื่อสารกับเด็ก ควรสังเกตว่าเด็กอยู่ในภาวะที่พร้อมหรือมีสมาธิที่ให้ความสนใจ สิ่งที่คุณครูกำลังจะพูดอยู่หรือไม่ หากสนใจอยู่ก็สามารถพูดกับเด็กโดยใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความชัดเจนได้ทันที่หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงเหม่อ วอกแวกหรือไม่ได้สนใจควรเรียกหรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัว และหันมาสนใจเสียก่อนจึงสื่อกับเด็ก ในเด็กที่มีสมาธิสั้นบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรือ อธิบายอย่างเดียวเด็กอาจไม่ฟังหรือไม่ทำตาม คุณครูจะต้องเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่คุณครูต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเข้ามาในห้องเรียน หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงเด็กให้เข้าห้องด้วย จะได้ผลดีกว่าเรียกเด็กอย่างเดียว ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการฝึกให้เด็กรับฟังและปฏิบัติตามผู้ใหญ่ได้ดีขึ้นในเวลาต่อมา
การช่วยเรื่องปัญหาพฤติกรรม
1. บรรยากาศที่เข้าใจและเป็นกำลังใจจะช่วยให้เด็กพยายามปรับปรุงตัวเองมากขึ้น ควรให้ความสนใจและชื่นชม เมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น สนใจเรียนได้นาน ไม่รบกวนเพื่อน ช่วยงานครู พยายามทำงานและเมื่อเด็กทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจควรใช้คำพูดปลอบใจ มีท่าทีเห็นใจ แนะนำวิธีแก้ไข
2. ไม่ประจาน ประณามหรือตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่ดี และไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง หากเป็นพฤติกรรมจากโรค ADHDเพราะเด็กคุมตัวเองไม่ได้ดี เช่น ซุ่มซ่าม ทำของเสียหาย หุนหันพลันแล่น แต่ควรจะปราม เตือนและสอนอย่างสม่ำเสมอว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม และพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไร เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตนเอง เช่น เก็บของเข้าที่ใหม่ ชดใช้ของที่เสียหายหรือลงโทษเมื่อทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
3. เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อนเพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตักเตือน แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวได้และเข้าใจกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
การช่วยเรื่องปัญหาการเรียน
เด็กสมาธิสั้นมีปัญหาการเรียนจากภาวะสมาธิสั้นเอง หรือ จากภาวะที่สมองมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วย(LD) นอกเหนือจากสมาธิสั้น เนื่องจากเด็กที่เป็นโรคADHDนี้พบว่าประมาณ20-50%จะมีความบกพร่องด้านการเรียนรู้เฉพาะด้าน (Learning disability) ได้ เช่น การอ่าน การสะกดคำ การคำนวณ เป็นต้น เด็กต้องการความเข้าใจและช่วยเหลือจากคุณครูเพิ่มเติมเป็นพิเศษ
เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียนหรือเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพร่วมด้วย ดังนั้นครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนรู้ได้ดี แนวทางการให้ความช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นขณะอยู่ในห้องเรียนมีดังต่อไปนี้
1.จัดเด็กให้นั่งหน้าชั้น หรือใกล้ครูให้มากที่สุด เพื่อครูจะได้เตือนเด็กให้กลับมาตั้งใจเรียน เมื่อสังเกตว่าเด็กเริ่มขาดสมาธิ นอกจากนี้ควรให้เด็กนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ถูกแวดล้อมด้วยเด็กเรียบร้อย ที่ไม่คุยในระหว่างเรียน
2.จัดให้เด็กนั่งอยู่กลางห้อง หรือให้ไกลจากประตูหน้าต่าง เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะถูกทำให้วอกแวกโดยสิ่งต่างๆ ที่อยู่นอกห้องเรียน
3.เมื่อเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรจัดกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบท และเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กทำ เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง ลบกระดานดำ เติมน้ำใส่แจกัน เป็นต้น ก็จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลง และทำให้เรียนได้นานขึ้น
4.ให้คำชมเชย หรือรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์
5.คิดรูปแบบวิธีเตือน หรือเรียกให้เด็กdลับมาสนใจบทเรียนโดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า
6.เขียนการบ้าน หรืองานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดานดำ พยายามสั่งงานด้วยวาจาให้น้อยที่สุด
7.หากจำเป็นต้องสั่งงานด้วยวาจา ควรหลีกเลี่ยงการสั่งพร้อมกันทีเดียวหลายๆ คำสั่ง ควรให้เวลาให้เด็กทำเสร็จทีละอย่างก่อนให้คำสั่งต่อไป หลังจากให้คำสั่งแก่เด็ก ควรถามเด็กด้วยว่า ครูต้องการให้เด็กทำอะไร เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าเด็กรับทราบ และเข้าใจคำสั่งอย่างถูกต้อง
8.ตรวจสมุดงานของเด็กเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบถ้วน
9.ในกรณีที่เด็กมีสมาธิสั้นมาก ควรลดระยะเวลาการทำงานให้สั้นลง โดยให้เด็กพยายามทำงานให้เสร็จทีละอย่าง และแต่ละอย่างใช้เวลาไม่นานมากนัก พยายามเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ ทำงานให้เสร็จ
10.หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ประจาน ประณาม ที่ทำให้เด็กอับอายขายหน้าและไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง(เช่นการตี) หากเป็นพฤติกรรมจากโรคสมาธิสั้น เช่น ซุ่มซ่าม ทำของเสียหาย หุนหันพลันแล่น เพราะเด็กมีความลำบากในการคุมตัวเองจริงๆ แต่ควรเตือน และสอนอย่างสม่ำเสมอว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม และพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไร เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตัวเอง เช่น เก็บของเข้าที่ใหม่ชดใช้ของที่เสียหาย
11.ใช้การตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวรหรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน(เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด
12.พยายามมีทัศนคติเชิงบวกต่อเด็ก มองหาจุดดีของเด็ก และสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออกถึงข้อดี หรือความสามารถของตัวเอง
13.พยายามสร้างบรรยากาศที่เข้าใจ และเป็นกำลังใจให้เด็กพยายามปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น
14.ให้ความช่วยเหลือด้านการเรียนเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กที่เป็นสมาธิสั้น จะมีความบกพร่องทางด้านการเรียน (learning disorder) ร่วมด้วยประมาณร้อยละ 30-40 เช่น ด้านการอ่าน การสะกดคำ การคำนวณ เป็นต้น ซึ่งต้องการความเข้าใจและความช่วยเหลือจากคุณครูเพิ่มเติม แนวการสอนควรมีลักษณะดังนี้
- มีการแบ่งขั้นตอนเริ่มจากง่าย และจำนวนน้อยก่อน แล้วจึงเพิ่มความยากและจำนวน ขึ้นในเวลาต่อมาเมื่อเด็กเรียนรู้ขั้นต้นได้ดีแล้ว
- ใช้คำอธิบายง่ายๆ สั้นๆ พอที่เด็กจะเข้าใจ และให้ความสนใจฟังได้เต็มที่ ซึ่งหากมีการสาธิตอย่างให้เห็นรูปธรรม จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ง่ายกว่าคำพูดอธิบายอย่างเดียว
15.ควรสอนทีละเรื่อง หรือเปรียบเทียบเป็นคู่ แต่ไม่ควรสอนเชื่อมโยงหลายเรื่องพร้อมๆกัน
16.เด็กที่เป็นสมาธิสั้น ควรได้รับการสอนแบบ "ต่อตัวต่อ" เนื่องจากครูสามารถคุมให้เด็กมีสมาธิ และสามารถยืดหยุ่นการเรียนการสอนให้เข้ากับความพร้อมของเด็กได้ดีกว่า
17.ครูควรให้เวลาที่ใช้ในการสอนสำหรับเด็กที่เป็นสมาธิสั้น นานกว่าเด็กปกติ
18.เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้ากับเพื่อน เพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำเตือนแนะนำด้วยท่าที่ที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวได้ และเข้าใจกฏเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
19.เด็กที่มีสมาธิสั้นบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรืออธิบายอย่างเดียวเด็กอาจไม่ฟังหรือไม่ทำตาม คุณครูควรเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่คุณครูต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเข้ามาในห้องเรียน หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงตัวเด็กให้เข้าห้องด้วย จะได้ผลดีกว่าเรียกเด็กอย่างเดียว
จากหนังสือ มารู้จักและช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นกันเถอะ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2548
กำลังรวบรวมค่ะ
แฮ่
http://www.adhdthai.com/
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/psy/hyperactive/hyperactive.htm
http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/psy/hyperactive/hyperactive.htm
http://www.blogth.com/blog/Colum/Helth/918.html
http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=5355636&Ntype=2
เพิ่มเติมหน้าไดอารี่ http://bhudit.diaryis.com/?20080223
http://bhudit.diaryis.com/?20080224
http://www.clinicdek.com/index.php?option=com_content&task=view&id=364&Itemid=68